วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กูรูอสังหาฯไม่เห็นด้วยกับผังเมืองใหม่กรุงเทพ

กูรูอสังหาฯไม่เห็นด้วยกับผังเมืองใหม่กรุงเทพ

"โสภณ" ชี้ผังเมืองกรุงเทพมหานคร ที่ครม.มีมติออกมา ไม่ชอบด้วยเหตุผล 7 ข้อ ระบุขยายเมืองไม่ได้ช่วยด้านสิ่งแวดล้อม
นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เปิดเผยว่า ตามผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 ที่เห็นชอบกับร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครนั้น เหตุผลในการรับร่างผังเมืองอ่อนมาก และเห็นถึงจุดอ่อน 7 ข้อด้วยกัน
ทั้งนี้ 1. ร่างผังเมืองใหม่กำหนดให้พื้นที่ธุรกิจใจกลางเมืองถูกจำกัดการก่อสร้าง ทั้งที่ควรให้พัฒนาในแนวสูงเพื่อใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่าและเก็บภาษีได้มาก ซึ่งการที่กรุงเทพมหานครอ้างว่ามีไฟไหม้อาคารขนาดใหญ่บ่อยครั้ง ไม่เป็นความจริง  ในช่วง พ.ศ.2550-5 อาคารเหล่านี้ เกิดเพลิงไหม้ลดลงจาก 9% เหลือ 1%  อาคารเหล่านี้มีระบบป้องกันไฟไหม้ที่ดี กรุงเทพมหานครควรปรับปรุงประสิทธิภาพในการดับเพลิง แทนที่จะนำมาอ้างเพื่อกีดขวางการพัฒนา
2. ร่างผังเมืองนี้ทำให้เมืองขยายออกไปในแนวราบ รุกทำลายสิ่งแวดล้อมและพื้นที่เกษตรกรรม สิ้นเปลืองงบประมาณขยายสาธารณูปโภคไม่สิ้นสุด ยังทำให้ประชาชนเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมาก ซึ่งเป็นการผลักภาระและปัญหาไปสู่จังหวัดอื่น เช่น  ในพื้นที่ ย.3 ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหลายร้อยตารางกิโลเมตรและมีอะพาร์ตเมนต์ให้บริการผู้มีรายได้น้อยมากมาย กรุงเทพมหานครกลับห้ามสร้างอะพาร์ตเมนต์ขนาดเกิน 1,000 ตารางเมตรหากถนนผ่านหน้าที่ดินมีความกว้างไม่ถึง 30 เมตร  ทั้งที่รู้ว่าในความเป็นจริงไม่มีซอยใดที่จะมีความกว้างเช่นนี้   ส่วนในพื้นที่ ย.2 ห้ามสร้างทาวน์เฮาส์ ทั้งที่บริเวณเหล่านี้มีทาวน์เฮาส์สำหรับผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อยอยู่มากมาย  ดังนั้นต่อไปประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางต้องระเห็จออกไปอยู่นอกเมือง
3. ตามร่างผังเมืองใหม่ก็ไม่ได้กำหนดให้มีแผนการป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรมเพราะไม่ได้ทำถนนและเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระบบเปิดปิดน้ำกันน้ำทะเลหนุน และระบบคลองระบายน้ำใหม่ๆ เป็นต้น ยิ่งกว่านั้นกรุงเทพมหานครควรดำเนินการอย่างมีบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น
4. ผังเมืองที่ออกมาไม่สอดคล้องกับความจริงในหลายประการ เช่น  ถนนบางเส้นไม่จำเป็นต้องสร้าง เช่น ถนนหนองจอก เพราะสภาพเป็นทุ่งนา แต่บางเส้นเล็กและคดเคี้ยวกลับไม่ตัดถนน อย่างทางเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตบางขุนเทียน เป็นต้น ขณะที่ กำหนดการใช้พื้นที่ไม่เป็นจริง เช่น พื้นที่พาณิชยกรรม พ.1-12 ถนนนวมินทร์กลับมีสภาพจริงเป็นหมู่บ้านจัดสรร
5. แผนก่อสร้างและปรับปรุงถนน 140 สายตามร่างผังเมืองรวมนั้น หลายสายก็วาดไว้ตั้งแต่ผังเมืองฉบับปัจจุบันที่ประกาศใช้ในปี พ.ศ.2549 แต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง  บางสายก็วาดต่างไปจากเดิม  ที่สำคัญก็คือ งบประมาณก่อสร้างถนนตามที่วาดไว้ยังไม่มีการจัดหาไว้ ซึ่งแสดงถึงความไม่แน่นอน
6. ผังเมืองกรุงเทพมหานครขาดการพัฒนาสวนสาธารณะ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่เพียง 4.65 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมหานครทั่วโลก  ที่สำคัญพื้นที่สวนสวนสาธารณะ 26 ตารางกิโลเมตรยังรวมสวนในหมู่บ้านเอกชน เกาะกลางถนน บึงน้ำ พื้นที่ว่างของกองทัพ ฯลฯ เข้าไปด้วย  นอกจากนี้สวนสาธารณะส่วนมากจะสร้างในเขตรอบนอกซึ่งมีความจำเป็นน้อย  ไม่มีการวางแผนสร้างสวนสาธารณะใจกลางเมือง  ดังนั้นการกล่าวอ้างว่าผังเมืองจะทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองสีเขียว (Green City) จึงไม่จริง
7. ร่างผังเมืองนี้พยายามเสนอข้อดีบางประการ ซึ่งไม่เป็นจริง เช่น  จะเพิ่มการควบคุมกิจกรรมที่ขัดต่อสุขลักษณะ 5 กิจกรรม เช่น สนามแข่งม้า สนามแข่งรถ และสนามยิงปืนนั้น ในความเป็นจริงไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติอยู่แล้ว เพราะแทบไม่มีการขออนุญาต  หรือการพัฒนาศูนย์เมืองย่อย เช่น ในย่านมีนบุรีที่แนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู-สีส้มมาบรรจบกัน ย่านพระรามที่ 2 ใกล้กับถนนกาญจนาภิเษก และย่านรามอินทราใกล้จุดตัดถนนรัชดา-รามอินทรา  เป็นต้น  หากร่างผังเมืองนี้ได้ประกาศใช้ในปีนี้และหมดอายุในปี 2560 ก็ยังไม่แน่ว่ารถไฟฟ้าทั้งสองสายจะได้สร้างเสร็จ
นายโสภณ กล่าวว่า ร่างผังเมืองนี้ เป็นการแก้ปัญหาเมืองแบบซุกปัญหาไว้ใต้พรม เพราะแทนที่จะจัดระเบียบการใช้ที่ดินที่ดี กลับปัดปัญหาออกไปนอกเมือง  นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชากรของกรุงเทพมหานครลดลงในระยะหลายปีที่ผ่านมา เพราะประชาชนไม่สามารถอยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครได้ เพราะความพยายามทำเมืองให้หลวม  กรุงเทพมหานครควรคิดใหม่ ทำเมืองให้หนาแน่น (High Density) แต่ไม่แออัด (Overcrowded) แต่ปัจจุบันกลับทำในทางตรงกันข้าม
สำหรับข้อเสนอแนะในการวางผังเมืองใหม่ ควรให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการวางแผนภาคมหานคร ซึ่งรวมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  และให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันวางผังนี้ให้เป็นแผนแม่บทในด้านการปกครอง สาธารณูปโภคและอื่นๆ  ในระหว่างนี้ให้ประกาศใช้ผังเมืองฉบับเดิมไปก่อน และให้มีกรอบเวลาการทำผังภาคมหานครให้แล้วเสร็จใน 2 ปี
"ในพื้นที่เขตธุรกิจชั้นในของกรุงเทพมหานคร ควรอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่และสูงพิเศษ แต่ให้เว้นพื้นที่ว่างให้มากเพื่อให้เกิดพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง  พร้อมกับประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การไฟฟ้า ประปา ทางหลวง รถไฟฟ้า ช่วยกันร่างผังเมืองนี้เป็นแผนแม่บทของหน่วยงานของตน" นายโสภณ กล่าว

ทำไมคิดว่าคอนโดจะเกิดฟองสบู่

ทำไมคิดว่าคอนโดจะเกิดฟองสบู่

โดย...ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ 
ดิฉันคิดว่าสาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่วิตกกังวลว่าอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนโดกำลังเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้น ก็คงเป็นเพราะกระแสความต้องการคอนโดที่มีมากอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการทั้งที่เป็นมืออาชีพและไม่เป็นมืออาชีพ ต่างก็ให้ความสนใจพัฒนาคอนโดกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งดิฉันเองเห็นพ้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยอดขายที่ทวีความร้อนแรง รวมถึงอุปทานในตลาดที่มีอยู่มากมาย ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่อาจจะก่อให้เกิดความกังวลในแง่ภาวะฟองสบู่ได้
เห็นได้จากผลสำรวจล่าสุดของบริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) ที่พบว่า จำนวนห้องชุดทั้งหมดที่เปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 มีทั้งสิ้น 34,378 หน่วย เพิ่มขึ้นถึง 26.93% ของจำนวนห้องชุดที่เปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 โดยทำเลส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตปริมณฑลมากถึง 74% ของจำนวนห้องชุดทั้งหมด รองลงมาเป็นบริเวณในเขตเมืองของกรุงเทพฯ และชานเมือง คิดเป็น 16% และ 10% ตามลำดับ ทั้งนี้ เนื่องจากมีการขยายตัวของเส้นทางรถไฟฟ้า จึงทำให้เขตปริมณฑลมีการพัฒนาโครงการกันมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ดิฉันคิดว่ากระแสความต้องการคอนโดนั้น เป็นกระแสที่เกิดขึ้นจริงจากพฤติกรรมการอยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น สภาวะเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าครองชีพของคนไทยสูงขึ้น ประกอบกับลักษณะทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จำนวนคนต่อครัวเรือนที่ลดลงเรื่อยๆ โดยในปี 2554 มีจำนวนคนต่อครัวเรือนเฉลี่ยอยู่เพียง 2.27 คน คนหนุ่มสาวแต่งงานช้าลงหรืออยู่เป็นโสดกันมากขึ้น ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ จนเกิดเป็นกระแส “Urban City Lifestyle”
เพราะหากเรามองย้อนกลับไปในอดีต ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยหลายๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น|ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันโดยไม่แต่งงานและมีลูกน้อยลง ลูกไม่ได้อยู่อาศัยกับพ่อแม่เพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นครอบครัวเดี่ยว คนรุ่นใหม่ทำกิจกรรมนอกบ้านและใช้เวลาอยู่กับครอบครัวน้อยลง ฯลฯ
สอดคล้องกับผลการศึกษาของฝ่ายวิจัยธุรกิจ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ที่พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ซื้อคอนโดจะมีอายุอยู่ในช่วง 26-35 ปี สถานภาพโสดหรือยังไม่แต่งงาน การศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้ต่อเดือนอยู่ในช่วง 1.5-3 หมื่นบาท นิยมคอนโดที่มีขนาด 1 ห้องนอน เพราะมีความเป็นส่วนตัวและพอมีกำลังซื้อได้ โดยมีสมาชิกอาศัยอยู่รวมกันไม่เกิน 2 คน ส่วนใหญ่ต้องการที่อยู่อาศัยใกล้สถานที่ทำงาน เดินทางสะดวก อาจไม่จำเป็นต้องติดรถไฟฟ้าเสมอไป
แนวโน้มการเติบโตของคอนโดส่วนมากจะตั้งอยู่ใกล้แหล่งช็อปปิ้ง หรือระบบขนส่งมวลชนที่มีความหลากหลาย อันตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มีงบประมาณการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างจำกัด สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในทำเลที่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก หรืออยู่ใกล้กับที่ทำงาน ทำให้การเดินทางมีความสะดวกรวดเร็ว เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อนหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นได้มากขึ้น
คนรุ่นใหม่จึงนิยมซื้อคอนโดเป็นที่อยู่อาศัยหลังแรก และส่วนมากก็ไม่คิดว่าจะซื้อคอนโดเป็นที่อยู่อาศัยเพียงหลังเดียว หรือหลังสุดท้ายในชีวิต ดังนั้น จึงทำให้มีการตัดสินใจซื้อที่เร็วและง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับการตัดสินใจซื้อบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮาส์ นอกจากคอนโดจะตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ในเรื่องการอยู่อาศัยแล้ว ยังตอบโจทย์ในเรื่องการลงทุนอีกด้วย เพราะเมื่อปริมาณความต้องการคอนโดที่สูงขึ้น ก็จะทำให้คอนโดเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการซื้อไว้เพื่อปล่อยเช่า หรือขายทำกำไร เนื่องจากมีสภาพคล่องและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค
ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย ที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมและรูปแบบการอยู่อาศัยในอนาคต ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องธรรมชาติที่เมื่อโลกหมุนไป ความเปลี่ยนแปลงก็ย่อมเกิดขึ้น แต่คอนโดจะยังคงเป็นรูปแบบการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้ไม่ว่าจะซื้อเพื่อการอยู่อาศัย หรือจะซื้อเพื่อการลงทุนก็ตามที จึงไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่ทำให้กระแสความต้องการคอนโดมีมากมายอย่างไม่น่าเชื่อเหมือนเช่นในปัจจุบันค่ะ

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

อสังหาฯไทยยังไม่ฟองสบู่




         อนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าประเด็นเรื่องฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในตอนนี้ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ ผู้ประกอบการอสังหาฯได้จับตาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ธนาคารเองก็ไม่ได้ปล่อยสินเชื่ออย่างเกินตัว ถ้าหากผู้เกี่ยวข้องยังร่วมมือกันอย่างดี โอกาสที่จะเกิดฟองสบู่น่าจะยาก

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

อสังหาริมทรัพย์ประเภทบ่อนรอบบ้านเรา



เมื่อเร็วๆ นี้ ผมไปบ่อนหรือเรียกให้เท่ๆ หน่อยก็คือกาสิโนที่มารินาเบย์แซนด์ส ประเทศสิงคโปร์

ผมยังเคยไปประเมินที่ดินทำบ่อนที่ลาว และประชุมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ไปเจอบ่อนมากมายที่มาเก๊า รวมทั้งเมืองอื่นๆ ในออสเตรเลียและอเมริกา วันนี้จึงขออนุญาตเขียนเรื่องบ่อนสักหน่อยครับ

น่าแปลกที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเรา มีบ่อนการพนันมากมาย เช่น มาเลเซียที่เป็นประเทศมุสลิม ก็มีเก็นติ้ง ตั้งมาราว 30 ปี เดี๋ยวนี้ที่สิงคโปร์ก็มีบ่อนถึง 2 แห่งคือที่มารินาเบย์แซนด์ส และที่เกาะสวนสนุกเซ็นโตซา ว่ากันว่าสิงคโปร์คงโหยหิวมานานเลยเล่นทีเดียว 2 บ่อนซะเลย ยิ่งกว่านั้นที่มาเก๊าและฮ่องกงก็มีมานานแล้ว

หลังสงครามอินโดจีน เมื่อประเทศไทยสามารถเปลี่ยนจากสนามรบเป็นสนามการค้าได้ ประเทศโดยรอบก็มีบ่อนเกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะตามตะเข็บชายแดนไทยกับพม่า ลาว และกัมพูชา ไม่เฉพาะแต่กับชายแดนไทย ชายแดนกัมพูชา-เวียดนามก็มี ลาว-จีน หรือชายแดนหรือเมืองท่องเที่ยวเวียดนามที่ชาวจีนตอนใต้เช่นไหหลำมักไปท่องเที่ยวก็มีบ่อน เป็นต้น

อาจกล่าวได้ว่าบ่อนมีตามเมืองชายแดนแทบทุกแห่ง ยกเว้นในพื้นที่ประเทศไทย ผมจึงมักพูดเล่นเวลาบรรยายเรื่องมาตรฐานปฏิบัติและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ในหลักสูตรปริญญาเอกหรือในเวทีต่างๆ บ่อยๆ ว่าที่เมืองไทยไม่มีบ่อนนั้นเพราะ "ฮุนเซน" คงซื้อคนสอนศีลธรรมไทยไปหมดแล้ว จึงมักสอนกันว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ไม่พึงมีบ่อนการพนัน คนที่ได้ประโยชน์ก็คือ "ฮุนเซน" ที่คงมีเอี่ยวในบ่อนชายแดนไทย-เขมร ถ้าเราเกลียด "ฮุนเซน" เราต้องส่งเสริมให้ไทยมีบ่อน รับรองว่าบ่อนเขมรหรือชายแดนอื่นเจ๊งหมดแน่ เพราะลูกค้าล้วนแต่เป็นคนไทยทั้งสิ้น

ปรากฏการณ์ที่เหลือเชื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้ประเทศไทยจะไม่มีบ่อนอย่างเป็นทางการ หรือถือว่าบ่อนเป็นสถานที่ผิดกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง มีบ่อนอยู่มากมาย ตำรวจเข้าทลายบ่อนเป็นระยะๆ และที่ไม่ทลายก็คงมีอีกเป็นจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่ามีบ่อนทุกหัวระแหงก็ว่าได้ ยิ่งกว่านั้นยังมีบ่อนถูกกฎหมายอยู่เหมือนกัน เช่น การแข่งม้า เป็นต้น

ผมไปประเมินค่าที่ดินที่จะทำบ่อนโดยนักลงทุนมาเลเซียในชายแดนลาวพบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาคิดเป็นเงินไทยคงไร่ละ 20 ล้านบาท ขณะที่ที่ดินฝั่งไทยที่ใช้เพื่อการเกษตรหรือทำธุรกิจทั่วไป คงมีราคาไร่ละไม่ถึงล้าน นี่เป็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของศักยภาพของที่ดินที่ใช้ทำธุรกิจที่ได้กำไรงาม กับที่ใช้กันตามปกติ

สำหรับการเสียภาษีบ่อนนั้น สิงคโปร์กำหนดให้บ่อนต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และเสียภาษีของกิจการอีก 17% ทำให้รัฐบาลมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการนี้ สำหรับที่มาเลเซีย รัฐบาลเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายประมาณ 30% ส่วนที่มาเก๊าเขาเก็บหนักถึง 35% และยังหักเพื่อสังคมอีก 2-3% รวมแล้วเกือบ 40% ของรายได้สุทธิของบ่อน สำหรับที่สหรัฐอเมริกา เสียภาษี 7.5% - 32% (มลรัฐอินเดียนา) ของรายได้สุทธิ

รายได้จำนวนมหาศาลนี้สามารถนำมาพัฒนาประเทศได้มากมาย แต่หลายคนมองว่าเป็นภาษีบาป แต่ในความเป็นจริงนั้น คนที่เล่นการพนัน ก็มักจะเล่นเป็นอาชีพ เป็น "เซียน" แต่ก็ถือเป็นส่วนน้อย คนส่วนใหญ่ที่เล่นมักเป็นนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ซึ่งแต่ละคนอาจใช้จ่ายเงินหรืออีกนัยหนึ่ง "บริจาคเงินให้บ่อน" เพื่อการนี้ไม่มาก แต่โดยที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาก จึงได้เงินจากส่วนนี้มากเป็นพิเศษ

บางท่านอาจกล่าวว่าการมีบ่อนการพนันทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม แต่นี่เป็นความเข้าใจผิด อย่างกรณีคดีฆ่ากันตายนั้น อัตราของฮ่องกงคือ 0.2 สิงคโปร์ 0.3 มาเก๊า 0.7 ส่วนมาเลเซียคือ 2.3 สำหรับประเทศไทยที่ไม่มีบ่อน กลับมีอัตราสูงถึง 4.8 นอกจากนั้นในกรณีของอินโดนีเซีย ก็มีอัตราสูงถึง 8.1 ทั้งที่ไม่มีบ่อน ในความเป็นจริง การมีบ่อนที่ถูกต้องตามกฎหมาย อาจช่วยลดอาชญากรรมที่เกิดจากการมีบ่อนผิดกฎหมายก็ได้

ในกรณีสิงคโปร์ ยังมีข้อกำหนดพิเศษว่า หากคนสิงคโปร์จะเข้าบ่อน จะต้องเสียค่าธรรมเนียมหัวละ 100 ดอลลาร์สิงคโปร์หรือประมาณ 2,500 บาท แต่หากเป็นชาวต่างประเทศ ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแสดงหนังสือเดินทางให้เห็นเท่านั้น จะสังเกตได้ว่าประชาชนที่อยู่ตามเมืองบ่อนการพนันนั้น ไม่ได้ติดการพนันกันงอมแงมดังที่เราเข้าใจ แม้จะอยู่ใกล้บ่อนก็ตาม ผู้คนก็มีการเรียนรู้และมีภูมิคุ้มกันด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่ง "คุณพ่อแสนดี" เช่น นายลีกวนยิว บิดาแห่งสิงคโปร์ไปเสียทุกเรื่อง

กรณีตัวอย่างหนึ่งก็คือรายได้ของบ่อนในลาสเวกัสเป็นเงินประมาณ 155,010 ล้านบาท แต่มีรายได้จากค่าที่พักอีก 93,180 ล้านบาท และจากอาหารและเครื่องดื่มอีก 87,690 ล้านบาท ความพยายามของเก็นติ้ง และบ่อนการพนัน 2 แห่งในสิงคโปร์ และอาจรวมถึงเกาะกงของกัมพูชา ก็คงหมายมั่นที่จะมีรายได้จากการอื่นเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน

ลำพังการพัฒนาพื้นที่ การซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อการพนัน คงเป็นเงินไม่มากนัก และใช้พื้นที่ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับส่วนที่เป็นที่พัก อาหารเครื่องดื่ม ตลอดจนแหล่งจับจ่ายใช้สอยต่างๆ โดยกรณีมารินาเบย์แซนด์ส มีศูนย์การค้าและศูนย์ประชุมขนาดใหญ่พิเศษสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวและการจัดงานประชุมสัมมนาและแม้กระทั่งงานแต่งงาน

ดังนั้นการใช้บ่อนเป็นตัวชูโรง (Anchor Tenant) จึงคุ้มค่ามาก ทุกวันนี้ใครไปสิงคโปร์แล้วไม่ได้ไปพักหรือไปเที่ยวเล่นที่มารินาเบย์แซนด์ส ก็คงถือว่าไปไม่ถึงสิงคโปร์แล้ว การพัฒนาบ่อนการพนันจึงเป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจ

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ก้อนหินแปลกๆ รูปทรงกลมๆ บนดาวอังคาร



นักวิทยาศาสตร์เห็นภาพก้อนหินแปลกๆ รูปทรงกลมๆ บนดาวอังคารจากยานโรเวอร์รุ่นเก๋าของนาซา แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคืออะไร

ภาพใหม่จากยานออพพอร์จูนิตี (Opportunity) ยานสำรวจเคลื่อนที่ (rover) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เผยภาพชั้นหินที่โผล่ออกมามีรูปทรงกลมแปลกๆ เหมือนตุ่มปูดพองที่เบียดกันแน่น ซึ่งสเปซดอตคอม ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ในภารกิจยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าคืออะไร

เมื่อเห็นครั้งแรกทีมนักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็น “ก้อนบลูเบอรีดาวอังคาร” (Martian blueberries) ก้อนกลมๆ ที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งออพพอร์จูนิตีบันทึกภาพได้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2004 แต่ชั้นหินที่เรียกว่า “เคิร์กวูด” (Kirkwood) ก็มีลักษณะสำคัญหลายอย่างที่ต่างออกไป

สตีฟ สไควเรส (Steve Squyres ) ผู้ติดตามหลักในภารกิจสำรวจของยานโรเวอร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) นิวยอร์ก สหรัฐฯ กล่าวว่าภาพก้อนหินกลมๆ นี้เป็นหนึ่งในภาพไม่ธรรมดาที่สุดของภารกิจยานออพพอร์จูนิตี ซึ่งในจำนวนนั้นมี “บลูเบอรีดาวอังคาร” แต่กรณีของชั้นหินล่าสุดนี้มีลักษณะที่แตกต่าง เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นก้อนกลมเล็กๆ ที่รวมตัวกันแน่นในชั้นหินดาวอังคารที่โผล่ออกมาเช่นนี้

ตอนนี้ยานออพพอร์จูนิตีกำลังสำรวจบริเวณที่เรียกว่าเคปยอร์ก (Cape York) ทางขอบตะวันตกของหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่บนดาวอังคารที่ชื่อ “เอนเดฟเวอร์” (Endeavour) ซึ่งชั้นหินเคิร์กวูดเป็นเพียงหนึ่งจุดสำรวจในบริเวณเคปยอร์กของยาน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังสำรวจชั้นหินอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งอาจจะมีแร่ธาตุที่น่าสนใจอยู่ และจะทำการศึกษาหลังยานเสร็จสิ้นการวิเคราะห์ในภารกิจปัจจุบัน

นักวิทยาศาสตร์ในภารกิจ กล่าวอีกว่า ยานออพพอร์จูนิตีได้สำรวจพบบลูเบอรีดาวอังคารอยู่หลายครั้งในพื้นที่สำรวจหลายแห่งบนดาวอังคาร แต่รูปทรงปูดโปนเป็นทรงกลมอย่างที่เห็นในชั้นหินเคิร์กวูดนี้เพิ่งพบเป็นครั้งแรก และในภาพล่าสุดที่ส่งมานี้รูปทรงแปลกๆ หลายอันก็แตกหักเผยให้ทรงกลมในใจกลางที่แปลกประหลาดอยู่ภายใน

สไคเรส กล่าวว่า รูปทรงกลมนั้นดูเหมือนจะกรอบนอก และนุ่มในใจกลาง และต่างมีความหนาแน่นที่แตกต่างกัน มีโครงสร้างแตกต่างกัน มีองค์ประกอบแตกต่างกัน และกระจายตัวต่างกัน ซึ่งนับเป็นปริศนาทางธรณีวิทยาอันน่าอัศจรรย์ที่พวกเขามี โดยเขาและทีมมีทฤษฎีอธิบายเรื่องนี้อย่างหลากหลาย แต่ยังไม่มีทฤษฎีไหนที่ดีที่สุดที่จะอธิบายได้ว่าอะไรทำให้เกิดโครงสร้างประหลาดนี้บนดาวอังคาร ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อหาคำตอบเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือเปิดใจและปล่อยให้ก้อนกินนั้นเผยเรื่องราวของตัวเองออกมา

สำหรับงานออพพอร์จูนิตีนั้น เป็นยานสำรวจเคลื่อนที่ขนาดรถกอล์ฟที่ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อเดือน ม.ค.2004 ส่วนยานขนาดเดียวกันอีกลำคือยานสปิริต (Spirit) ที่ลงสำรวจในพื้นต่างกัน โดยยานสำรวจพลังแสงอาทิตย์ทั้งสองได้รับการคาดหวังว่าจะปฏิบัติหน้าที่บนดาวอังคารเพียง 90 วัน แต่ก็สามารถอยู่รอดมาได้หลายปี จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2010 ยานสปริตก็หยุดสื่อสารกับศูนย์ควบคุมบนโลก แต่ยานออพพอร์จูนิตียังคงทำงานต่อไป

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต

dialup


กว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต

  “อดีตบอกเล่าอนาคต”วันนี้เรามาคุยถึงอินเตอร์เน็ตที่เราๆท่านๆ  ใช้กันอยู่ทุกวันนี้เริ่มขึ้นมา  ได้อย่างไรหลายคนอาจเกิดคำถามขึ้นว่าจะต้องรู้ไปทำไม “ใช้งานได้เป็นพอ” ใจเย็นครับครับใจเย็น  เขาว่ากันว่าจะรู้อะไรก็รู้ให้ถึงกึ๋นเลยจะทำให้เรากระจ่างในสิ่งที่เกิดขึ้นในลำดับต่อมาภายหลังครับ

     ก่อนที่จะมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้  เครือข่ายสื่อสารส่วนใหญ่ยังถูกจำกัดอยุ่เพียงการใช้งานกันภายใน  โดยผ่านคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางที่มีมันสมอง หรือระบบประมวลผลขนาดใหญ่เท่านั้น  ทำให้เป็นสิ่งท้าทายในเวลานั้นสำหรับสำหรับนักวิจัยทั้งในมหาลัยชั้นนำและหน่วยงานวิจัยของภาครัฐในสหรัฐอเมริกา  ต่างคิดค้นวิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ  ที่อยู่ห่างไกลกันให้เป็นหนึ่งเดียว

     เครือข่ายที่เชื่อมโยงกันในระยะแรกเกิดขึ้นภายในกลุ่มที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน  ถ้าสังเกตดูแล้วจะพบว่า  บริการในโลกดิจิตอลต่างยำเอากฎธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์นี้มาใช้จนประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น  แต่สำหรับยุตแรกๆ  นั้นยังมีจุดเชื่อมต่อถึงกันเพียงไม่กี่จุด  และแล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ตโปรตอลคอล  หรือไอพี (Internet  Protocol : IP)  ซึ่งเปรียบเสมือนกฎกติกาข้อตกลงการรับส่งข้อมูล  การวางเครือข่าย  เพื่อให้ง่ายต่อการขยายและเชื่อมต่อกัน

     ถ้าว่าไปแล้ว “เจ้าไอพี” เปรียบได้ใกล้เคียงกับการพัฒนาระบบคมนาคม  เราเริ่มจากถนนหนทางเพื่ออำนวยความสะอวกในการรับส่งสินค้าหรือการเดินทางไปมาหาสู่กัน  ถ้าสนใจกันเฉพาะในเมืองเล็กๆ  เท่านั้น  ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องสนใจว่าพื้นที่อื่นเขาจะจัดการจราจรกันอย่างไร  แต่เมื่อต้องการจะติดต่อกับเมืองอื่นๆก็ต้องเคารพกฎกติกาของเมืองอื่นด้วย  ยิ่งถ้าต้องการเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นๆ  ผ่านสายการบินแล้ว  ก็จำเป็นต้องมีข้อตกลงระเบียบข้อปฏิบัติ  ไม่งั้นคงสับสนวุ่นวายกัน  จนการจัดการจราจรจะกลายเป็นจราจรเช่นเดียวกับการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็ต้องมีโปรโตคอลเพื่อจัดระเบียบนั่นเอง

    การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้สู่ความคิดที่จะครอบคลุมเครือข่ายให้ถึงกันทั่วโลกได้ขยายสู้ความคิดที่จะครอบคลุมเครือข่ายให้ถึงกันทั่วโลกโดยเรียกขานกันว่า “อินเตอร์เน็ต”  ซึ่งมีการใช้งานอย่างเป็นอย่างทางการกันนับตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2525 เริ่มจากซีกโลกตะวันตกแล้วเข้ามาสู้พื้นที่อื่นๆ  ในเวลาต่อมานั้นเอง

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เกร็ดความรู้เสริมสร้างรอยหยักในสมอง มันอาจจะมีประโยชน์บ้างอะไรบ้าง (สาระล้วนๆ)


1. พลังงานไฟฟ้า มาจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน
2. องค์ประกอบของโลกส่วนใหญ่เป็นสารประกอบพวกซิลิกอนไดออกไซด์
3. การดื่มน้ำกระด้าง จะทำให้เป็นโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
4. ถ้านำเพชรมาเผาไฟจะได้ก๊าซคาร์บอร์ไดออกไซด์ เพราะเพชรเป็นอันยรูปของถ่าน
5. แกรไฟท์ สามารถนำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า สารหล่อลื่น ไส้ดินสอ และใช้เป็นตัวยับยั้งปฏิกิริยานิวเคลียร์ในปฏิกรณ์ปรมาณู
6. สเตทโธสโคป คือ เครื่องฟังเสียงการทำงานของหัวใจและปอด
7. คาวมเร็วเสียงในดินจะมีความเร็วกว่าความเร็วเสียงในอากาศประมาณ 15 เท่า
8. น้ำลาย จะเป็นตัวหล่อลื่น และทำให้อาหารรวมตัวกันเป็นก้อนเรียกว่า โบลัส
9. กระบวนพื้นฐานของการเกิดแสงในสิ่งมีชีวิตมีส่วนมาจากโปรตีนชนิดเดียวกันที่ชื่อว่า "เอนไซม์ลูซิเฟอเรส"
10. เมื่อหินหนืดเย็นตัวลงจะตกผนึกได้เป็นหินอัคนี
11. ทรงยี่สิบหน้าปลายตัด เป็นต้นแบบของการผลิตลูกฟุตบอลในปัจจุบัน
12. เปลือกหอยนางรมสามารถใช้ทำปูนขาวเพื่อไปใช้ในการก่อสร้าง การเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม
13. การใช้ไฟฟ้าในที่พักอาศัย มีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกถึง 16%
14.สมองของคนเราหนักประมาณ 3% ของน้ำหนักร่างกาย แต่ใช้เลือดไปหล่อเลี้ยงถึง 15% ของเลือดทั้งหมด
15. ปรากฎการณ์โลกร้อน คือ ปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกและผืนมหาสมุทรสูงขึ้น
16. น้ำแข็งในดาวหางส่วนมากประกอบด้วยก๊าซมีเทน แอมโมเนีย คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ
17. ความเร็วลมผิวพื้นและชั้นบนมีหน่วยเป็น "นอต"
18. ความกดดันของบรรยากาศมีหน่วยเป็น"มิลลิบาร์"
19. ช็อกโกแลตสามารถดูดกลิ่นได้
20. สารที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงคือ ไขมัน โปรตีน และธาตุเหล็ก
21. หอเอนเมืองปิซาเอนไปทางใต้
22. ในน้ำทะเล 100 ตัน จะมีทองคำอยู่ประมาณ 4 กรัม
23. เส้นผมคนเรารับน้ำหนักได้ 3 กิโลกรัม
24. จิงโจเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่เดินถอยหลังไม่ได้
25. ผีเสื้อบินด้วยความเร็ว 20 ไมล์ต่อชั่วโมง ส่วนยุงบินด้วยความเร็ว 5 ไมล์ต่อชั่วโมง
26. หัวใจมนุษย์สร้างความดันเพียงพอที่จะปั๊มเลือดออกจากร่างกายไป 30 ฟุต
27. กล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายคือลิ้น
28. จุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี เป็นพายุที่เกิดมานานกว่าสามร้อยปีแล้ว
29. เราสามารถเดินม้าหมากรุกให้ผ่านทุกช่องบนกระดานหมากรุกโดยไม่ซ้ำกันและกลับมายังช่องแรกได้ถึง 26,534,728,821,064 วิธี
30. ไรซิน เป็นสารพิษจากพืชที่รุนแรงที่สุด มีฤทธิ์ร้ายแรงกว่างูเห่า 2 เท่าสกัดได้จากเมล็ดละหุ่ง สามารถใช้ในการรักษามะเร็งได้
31. โรนัน เป็นปลากระดูกอ่อนชนิดหนึ่งมีหางเหมือนปลาฉลามและหัวเหมือนปลากระเบน
32. แปรงสีฟันถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย วินเลียม แอดดิส ขณะที่เขาถูกจองจำอยู่ในคุก
33. สารอนินทรีย์ได้จากการสลายตัวของหินและแร่
34. ฮิวมัส เป็นสารอินทรีย์ที่ได้จากการสลายตัวของสิ่งมีชีวิตที่เน่าเปื่อยผุพังสลายตัวทับถมอยู่ในดิน
35. ปีที่ร้อนที่สุดในรอบปีคือปีพ.ศ. 2543
36. หน่วยของเวลาตามระบบหน่วยเอสไอนั้นกำหนดให้เป็น วินาที
37. แนวคิดเรื่องไทม์แมชชีนเริ่มปรากฏเป็นครั้งแรกจากนวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่อง "ไทม์แมชชีน" ของ เอช. จี. เวลล์
38. เปลือกโลกภาคพื้นทวีปจะประกอบด้วยชั้นไซอัลและไซมา ทำให้มีความหนามากกว่าเปลือกโลกส่วนที่อยู่ใต้มหาสมุทร ซึ่งประกอบด้วยชั้นไซมาเท่านั้น
39. แก่นโลก เป็นส่วนชั้นในสุดของโลกที่มีความหนาแน่นมากมีรัศมียาวประมาณ 3,486กิโลเมตรประกอบด้วยโลหะผสมระหว่างเหล็กและนิกเกิล
40. แก่นโลกชั้นนอก มีความหนาแน่นมากกว่าหินทั่วไปถึง 5 เท่าและมีความร้อนสูงถึง4,000 องศาเชลเซลเซียส