นายสมชัย ศิริวัฒนโชค อธิบดีกรมการขนส่งทางบก
และประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บ.ข.ส.) กล่าวว่า
สถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิตแห่งที่ 2 จะต้องย้ายออกจากพื้นที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน
เนื่องจากการใช้พื้นที่เต็มศักยภาพไม่สามารถขยายออกไปได้อีก
สถานีแห่งใหม่จะทำเป็นระบบปิดเหมือนสนามบิน
ให้เฉพาะคนที่มีตั๋วเท่านั้นที่สามารถเข้าไปพื้นที่ด้านในก่อนที่จะขึ้นรถโดยสารได้ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่
บ.ข.ส. กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ดครั้งล่าสุด
ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด คือ
วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
เตรียมทุ่ม 3 พันล้าน สร้างหมอชิตใหม่ เล็งย่านเมืองทอง-ดอนเมือง-รังสิต
ราคาที่ดินตราดพุ่งรับท่องเที่ยวโต
ชายทะเลเกาะกูดไร่ละ15ล.-ซิกส์เซ้นต์ผุดรร.6ดาวท่องเที่ยว-ค้าชายแดนเมืองตราดรุ่ง
ดันราคาที่ดินพุ่งไม่หยุด เกาะช้าง-เกาะกูดมาแรงไร่ละ 15
ล้าน ทุนใหญ่แห่สร้างโรงแรม รีสอร์ต "กลุ่มซิกส์เซ้นต์"
ทุ่มทุนสร้างโรงแรมหรู 6 ดาวรับกลุ่มนักท่องเที่ยวไฮเอนด์นาวาเอกสมบัติ บุญเกิดพานิช
อดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ"
ว่า ภาวะการท่องเที่ยวที่สดใสส่งผลให้ราคาที่ดินในพื้นที่พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ช่วง 2-3
ปีที่ผ่านมา โดยราคาที่ดินเกาะช้างโซนตะวันตกซึ่งมีชายหาดยาวตลอดทั้งโซน
ราคาซื้อ-ขายไร่ละ 10-12 ล้านบาท
ส่วนบริเวณที่มีชายหาดน้อยแต่บรรยากาศเงียบสงบ มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น
ท่าเรือยอชต์มารีน่าส่วนตัว ราคาที่ดินเฉลี่ยไร่ละ 5
ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไร่ละ 3 ล้านบาทเมื่อ 2
ปีก่อน ทำให้นักลงทุนสนใจมาลงทุนสร้างรีสอร์ตและโรงแรมอย่างต่อเนื่อง
วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ผลวิจัยชี้รายใหญ่รุกอสังหาฯภูเก็ต เปลี่ยนทิศทางการลงทุน-กลุ่มลูกค้า
“ซีบีริชาร์ด” เผยผลวิจัยตลาดภูเก็ต
ชี้อสังหาฯ รายใหญ่จาก กทม.รุกตลาดภูเก็ตเต็มสูบ พลิกโฉมอสังหาฯ
ภูเก็ตระยะสั้นและยาว ทั้งด้านผู้ลงทุนและผู้ซื้อ
ระบุแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยขนาด-ราคาลดลง เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดพัทยา
และหัวหิน ย้ำความต้องการซื้อลูกค้าคนไทยขยายตัวสูงขึ้น
เชื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจะส่งผลให้อสังหาฯ
ภูเก็ตเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายเดวิด ซีมิสเตอร์ ประธานซีบีริชาร์ด เอลลิส
ประเทศไทย จำกัด (CBRE) เปิดเผยว่า
จากการจัดเก็บข้อมูลและวิจัยตลาดอสังหาฯ ภูเก็ต พบว่า การเข้าไปลงทุนของผู้ประกอบการจากรายใหญ่จาก
กทม. เช่น แสนสิริ และศุภาลัย เข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง
ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยโครงการในช่วงแรกๆ
ของผู้ประกอบการดังกล่าวมุ่งเน้นที่ตลาดระดับเริ่มต้นที่มีฐานตลาดกว้าง
และได้รับความสำเร็จอย่างสูงทันที สามารถปิดการขายทั้งโครงการได้ในระยะเวลาอันสั้นโดยมีฐานลูกค้าชาวไทยเป็นหลัก
ทั้งนี้
ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการอีกหลายรายเริ่มเห็นถึงความเป็นไปได้ของการพัฒนาโครงการในภูเก็ตที่มีรูปแบบที่คล้ายโครงการในหัวหิน
และพัทยา ที่สามารถดึงดูดทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ รูปแบบที่กล่าวคือ
ที่พักอาศัยมีขนาดเล็กลง และราคาขายต่อห้องหรือต่อหลังถูกลงอย่างมาก
ซึ่งเชื่อว่าเป็นการเริ่มต้นของการเกิดตลาดใหม่ที่มีความยั่งยืนในภูเก็ต
อย่างไรก็ตาม หลังจากการเข้ามาของ แสนสิริ
และศุภาลัยแล้ว ยังมีอีกหลายๆ บริษัทจาก กทม. ที่เข้ามาลงทุนเพิ่ม
เช่นในช่วงปลายปี 2555 บริษัท ลากูน่า รีสอร์ท แอนด์ โฮเท็ล จำกัด (มหาชน)
ได้เปิดโครงการลากูน่า ชอร์ส ที่เป็นส่วนหนึ่งของลากูน่า ภูเก็ต
โครงการห้องชุดขนาดเริ่มต้น 42 ตารางเมตร (ตร.ม.) ราคาเริ่มต้น 4 ล้านบาท
มียอดขายแล้ว 47% โดยลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ
ขณะที่ไตรมาสแรกของปีนี้ แสนสิริ
ได้เปิดตัวโครงการบ้านไม้ขาว คอนโดมิเนียม ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานลูกค้าของแสนสิริ ล่าสุด มีการเปิดตัวโครงการ อมารี
เรสซิเดนส์ ภูเก็ต เป็นโครงการที่พักอาศัยระดับหรู ตั้งอยู่บนทำเลอ่าวป่าตอง
พัฒนาโครงการโดย บริษัท อมารี เอสเตท จำกัด
นายเดวิด กล่าวว่า
การเปิดโครงการใหม่เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดภูเก็ต
เพราะเป็นโครงการที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการไทยที่มีความน่าเชื่อถือ
นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงในเรื่องผู้ประกอบการแล้ว ตลาดที่พักอาศัยภูเก็ตยังมีการปลี่ยนแปลง
ในกลุ่มลูกค้าซึ่งมีสัดส่วนของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้
นักลงทุนชาวไทยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นยังกำลังมองหาโอกาสการลงทุนที่นอกเหนือไปจากตลาดอสังหาฯ
ในกรุงเทพฯ และภูเก็ตก็เป็นทางเลือกที่เหมาะอย่างยิ่ง
เพราะเป็นตลาดที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมากที่สุด รองจากกรุงเทพฯ
แม้ว่าสัดส่วนผู้ซื้อชาวไทยในภูเก็ตจะน้อยกว่าในหัวหิน และพัทยา
แต่การที่มีผู้ซื้อชาวไทยในภูเก็ตเพิ่มขึ้นนับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
จากแนวโน้มดังกล่าว CBRE คาดการณ์ว่า
ผู้ประกอบการรายใหญ่อื่นๆ จะเริ่มเข้าสู่ตลาดที่พักอาศัยภูเก็ตมากขึ้น
โดยการเปิดโครงการขนาด 1 ห้องนอน ที่มีขนาดเล็กลง
ราคาต่อห้องโดยทั่วไปจะใกล้เคียงกับตลาดพัทยา และหัวหิน
แต่เนื่องจากภูเก็ตมีลักษณะเป็นเกาะซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่
ทำให้ซัปพลายในอนาคตที่มีปริมาณจำกัด
สำหรับในปี 2556 นี้ เชื่อว่าตลาดที่พักอาศัยในภูเก็ตระดับเริ่มต้นต่ำกว่า
10 ล้านบาท ทั้งคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ให้เช่าระยะยาว และวิลลาขนาดเล็ก
ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ด้านในของเกาะจะยังคึกคัก ในขณะที่ตลาดวิลลาระดับลักชัวรี
ราคาระหว่าง 125-250 ล้านบาทต่อหลัง จะยังคงเติบโตได้ดีในระยะยาว นอกจากความน่าสนใจของโครงการใหม่ๆ
แล้ว ตลาดรีเซลส์ในภูเก็ตยังอยู่ช่วงขาขึ้นทั้งในด้านปริมาณลูกค้าที่สนใจ
และด้านยอดขาย
วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556
กลุ่มบริษัทชาญอิสสระ จับมือ กลุ่มไทยพาณิชย์ จัดตั้งกองทุนรวมอสังหาฯโรงแรมศรีพันวา
กลุ่มบริษัทชาญอิสสระ
จับมือ กลุ่มไทยพาณิชย์ จัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา พร้อมร่วมรับประกันรายได้ค่าเช่าคงที่อย่างน้อย
5 ปีแรก
นางโชติกา
สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด
เปิดเผยว่า บริษัทฯ
เตรียมที่จะออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ประเภทลงทุนในกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ (Freehold)
เพิ่มอีก 1 กองทุน
ด้วยความร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม
บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุน
โดยใช้ชื่อ
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา หรือ SPWPF เพื่อลงทุนในโครงการโรงแรมศรีพันวา จังหวัดภูเก็ต
ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ระดับหรูหรา
ซึ่งประกอบด้วยบ้านพักแบบวิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว จำนวน 38 ยูนิต
และห้องพักเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว จำนวน 7 ยูนิต
ทั้งนี้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา
จะลงทุนครั้งแรกในกรรมสิทธิ์โครงการโรงแรมศรีพันวาจาก บริษัท ชาญอิสสระ เรสซิเดนซ์
จำกัด อันประกอบด้วยที่ดินพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ 2 งาน 55 ตารางวา อาคารและสิ่งปลูกสร้าง
พร้อมซื้อเฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือและอุปกรณ์ และงานระบบต่างๆของโรงแรมและเซอร์วิส
อพาร์ทเมนท์
นางโชติกากล่าวว่า
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ SPWPF ซึ่งมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน
ที่กำหนดจ่ายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จะนำทรัพย์สินที่จะเข้าลงทุนให้เช่าแก่บริษัท ศรีพันวา
แมเนจเมนท์ จำกัด (บริษัทซึ่งมีบริษัท ชาญอิสสระ เรสซิเดนซ์ จำกัด
ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 99.99%) ภายใต้สัญญาเช่าระยะเวลา 15 ปี
โดยคิดค่าเช่าคงที่ในสัดส่วนสูงของรายได้ทั้งหมดตลอดระยะเวลาของสัญญาเช่า
โดย 5
ปีแรกค่าเช่าคงที่เริ่มที่ 151 ล้านบาท ทั้งนี้ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป จะมีการปรับเพิ่มขึ้นของค่าเช่าคงที่ 10% ทุกๆ 3 ปี และภายหลังจากปีที่ 10 (ปีที่ 11-15) กองทุนรวมยังมีโอกาสที่จะได้รับค่าเช่าแปรผันเพิ่มเติมตามที่กำหนดในสัญญา
โดยโครงสร้างรายได้ค่าเช่านี้จะส่งผลให้กองทุนรวมมีรายได้ที่แน่นอนและสม่ำเสมอ
นอกจากนี้การรับประกันรายได้ค่าเช่าคงที่โดยบริษัท ชาญอิสสระ เรสซิเดนซ์ จำกัด
และบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
จะเพิ่มความมั่นใจให้แก่กองทุนรวมอย่างน้อย 5 ปีแรกนับตั้งแต่วันที่กองทุนรวมลงทุนทรัพย์สิน
ด้านนายสงกรานต์
อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
กล่าวถึงการนำโครงการโรงแรมศรีพันวาซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของกลุ่มบริษัทชาญอิสสระ
เข้ามาร่วมจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในครั้งนี้เนื่องจากมองเห็นศักยภาพในอนาคต
เพราะโครงการโรงแรมศรีพันวาเป็นทรัพย์สินที่มีความโดดเด่นในทำเลที่ตั้ง
โดยตั้งอยู่บนแหลมพันวา จ. ภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศไทย
ทั้งยังมีลักษณะเฉพาะตัว
รวมถึงมีโอกาสค่อนข้างสูงที่มูลค่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการโรงแรมศรีพันวาจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตเพราะปัจจุบันที่ดินที่มีลักษณะเดียวกันกับที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการโรงแรมศรีพันวามีอยู่อย่างจำกัด
ส่วนนายวรสิทธิ
อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ เรสซิเดนซ์ จำกัด กล่าวว่า
โครงการโรงแรมศรีพันวา
ได้เปิดดำเนินงานครบทั้งในส่วนธุรกิจโรงแรมและธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์เป็นเวลาประมาณ
3 ปี
ตั้งแต่เดือนกันยายน 2553 โดยโครงการโรงแรมศรีพันวามีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในส่วนของรายได้รวมที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2553-2555 อยู่ที่ประมาณ 23.9%
และในส่วนของอัตราการเข้าพักเฉลี่ยก็มีการเติบโตที่ต่อเนื่องเช่นกัน
โดยในไตรมาสที่ 1
ปี 2556
ที่ผ่านมานั้นอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 55.7% โดยเพิ่มขึ้นถึง 11% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
สำหรับการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมระดับหรูหราใน
จ.ภูเก็ต มีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากจำนวนโรงแรมในระดับเดียวกันมีอยู่จำกัด
และการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่งรายใหม่เป็นไปได้ยาก เพราะเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนสูงและต้องการความชำนาญของผู้บริหารเป็นอย่างมาก
ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกค้าของธุรกิจโรงแรมระดับหรูหราซึ่งมีลักษณะเฉพาะกลุ่ม (Niche
Market) ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและมักจะได้รับผลกระทบน้อยจากความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจนั้นมีแนวโน้มที่จะขยายตัวสูงขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ จีน รัสเซีย อินเดีย
ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของโครงการโรงแรมศรีพันวา
ส่วนนางสาววรดา
ตั้งสืบกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายวาณิชธนกิจ 2 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ SPWPF มีจำนวนเงินทุนโครงการอยู่ที่ 2,001.83 ล้านบาท ราคาเสนอขายอยู่ที่ 10.00 บาทต่อหน่วย
ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขออนุมัติจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมจากสำนักงานคณะกรรมการ
ก.ล.ต. และคาดว่าพร้อมเสนอขายประมาณเดือนกรกฏาคมนี้
โดยสามารถจองซื้อผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ ทุกสาขา ด้วยจำนวนจองซื้อขั้นต่ำ 5,000
หน่วย
และเพิ่มเป็นทวีคูณของ 1,000 หน่วย โดยการจัดสรรหน่วยให้นักลงทุนทั่วไปจะจัดสรรในรูปแบบ Small
Lot First ตามเกณฑ์การจัดสรรที่สำนักงานคณะกรรมการ
ก.ล.ต. กำหนด
วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556
แนวทางการลงทุน หุ้น...ผลตอบแทนสูง
หุ้น...ผลตอบแทนสูง ตลาดหุ้นคืออะไร
ลักษณะการหนึ่งของตลาดหุ้น คือ
ตลาดหุ้นเป็นแหล่งของร้านอาหารหลาย ๆ ร้าน บริษัท ๆ หลาย ๆ บริษัทมาอยู่รวมกัน
เพื่อให้ท่านผู้มีเงินเก็บเหลือ ซึ่งเราเรียกว่า "นักลงทุน"
มาร่วมลงทุนและนักลงทุนเหล่านั้นก็จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัท
หรือเจ้าของกิจจการการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงเป็นทางเลือกเพื่อการออมเงินในระยะยาวที่ผู้ออมสามารถหลีกเลี่ยง
หรือป้องกันการขาดทุนที่เกิดจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ เพราะการลงทุนในหลักทรัพย์จะช่วยรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงินลงทุนและให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล
, กำไรส่วนทุน
และสิทธิการจองซื้อหุ้นใหม่ในราคาต่ำแก่ผู้ลงทุนอีกด้วย และหาก
ผู้ลงทุนมีความรอบรู้และชาญฉลาดพอ ก็จะสามารถเลือกขายหลักทรัพย์ต่าง ๆ
ในระดับราคาและจังหวะเวลาที่ให้ผลตอบแทนสูง
เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งมีความต้องการเงินทุนในการขยายกิจการ
หรือนำเงินมาใช้ในการดำเนินงาน บริษัทแห่งนี้อาจมีหนทางในการระดมเงินได้ 2 หนทาง
คือ
การระดมเงินจากตลาดเงิน (Money Market) เช่น
การกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยมีพันธะผูกพันธ์ในการต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินนั้น
ๆ
การระดมเงินจากตลาดหุ้น (Capital Market) ซึ่งตลาดทุนจะเป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว
(เกิน 1 ปี) โดยผู้ที่ต้องการระดมเงินทุนจะออกตราสารทางการเงิน หรือ
หลักทรัพย์ในตลาดทุน ซึ่งประกอบด้วย หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล
หน่วยลงทุนของ กองทุนรวม ใบสำคัญแสดงสิทธิ เป็นต้น
เพื่อขายให้กับบุคคลภายนอกหรือประชาชนสำทับไปในตลาดแรก (Primary Market)
ตลาดรอง (Secondary or Trading Market) ซึ่งจัดตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งกลางเสริมสภาพคล่องให้แก่หลักทรัพย์ที่ผ่านการจองซื้อในตลาดแรกให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ได้
ช่วยสร้างความมั่นคงแก่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกว่าเขาสามารถขาย หลักทรัพย์นั้น
เพื่อเปลี่ยนกลับคืนเป็นเงินสดได้เมื่อต้องการ
หุ้นคืออะไร
หุ้นคือสินค้าในตลาดหลักทรัพย์
ที่เรียกโดยรวมว่า ตราสาร นั้นหมายถึง
เอกสารทางการเงินที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ออกมาเพื่อระดมเงินจากผู้ลงทุนและเปิดให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ขอยกตัวอย่างดังนี้
หุ้นสามัญ (Common Stock) หุ้นสามัญก็คือหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดซื้อขายกันอยู่
และมีจำนวนมากกว่า 80 % ของหุ้นในตลาดทั้งหมด
โดยหุ้นสามัญนี้เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด
ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน เพื่อให้คุณได้เข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจนั้น ๆ
โดยตรง ผลตอบแทนที่คุณจะได้โดยตรงก็คือ เงินปันผลจากกำไรในธุรกิจ กำไรจากการขายหุ้นถ้าราคาหุ้นปรับตัวขึ้น
และสิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่ ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน
หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน
มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ
ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ
ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) เป็นตราสารที่ระบุว่าผู้ถือครองจะได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ
หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือตราสารอนุพันธ์ในราคาที่กำหนดเมื่อถึงเวลาที่ระบุไว้
(ซึ่งราคาจองซื้อมักจะกำหนดไว้ต่ำกว่าราคาที่มีการซื้อขายปัจจุบัน ใบสำคัญแสดงสิทธิมักจะออกควบคู่กับการเพิ่มทุนเป็นเทคนิคการตลาดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ในการจูงใจ
ให้ผู้ลงทุนจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หุ้นบุริมสิทธิ
วิธีตรวจสอบธุรกิจด้วยตนเอง
เทคนิคการตรวจสอบสถานะธุรกิจ
- ตรวจสอบตัวเลขทางการเงินต่างๆ
- จัดทำระบบการรายงานตัวเลขต่างๆ ที่สำคัญต่อการตัดสินใจ
- มีการเปรียบเทียบผลจากตัวเลขในรายงานต่างๆ กับประมาณการที่ตั้งไว้
- กำหนดลำดับความสำคัญของตัวเลขต่างๆ
- การแจกจ่ายรายงานทางการเงินต่างๆ ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง
ทุกเช้าของ "คุณสุพจน์" ประธานบริษัทและเจ้าของกิจการขายเครื่องมือแพทย์ บริษัทเพื่อนแพทย์ หลังจากอ่านหนังสือพิมพ์ประจำวันเสร็จสิ้นแล้ว มักมีกิจวัตรประจำวันในการเดินตรวจตราตามแผนกต่างๆ เนื่องจากเขาตระหนักถึงความจำเป็นในการติดตามสถานะของธุรกิจของเขาเป็นประจำทุกวัน
ภารกิจแรกที่เขาต้องทำ คือ ไปที่แผนกขาย เพื่อพูดคุยกับบรรดาเซลส์แมนของบริษัท และสอบถามถึงยอดใบสั่งซื้อว่าเป็นอย่างไรบ้าง ช่วงสายๆ เขาจะเดินไปยังแผนกการเงิน เช็คยอดลูกหนี้คงค้างที่มีอยู่และคำถามที่ติดปากคงหนีไม่พ้น "วันนี้เราเก็บเช็คได้กี่ใบ" จากนั้นจะเดินไปที่แผนกจัดส่งสินค้า เพื่อตรวจสอบการจัดส่งว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ มีสินค้าส่งออกไปปริมาณมากน้อยแค่ใหน การจัดส่งตรงตามเวลาที่สัญญากับลูกค้าหรือไม่
ระบบติดตามของคุณสุพจน์ แม้จะดูว่าเป็นระบบง่ายๆ แต่ก็ทำให้เขาสามารถติดตามสถานะของกิจการได้ตลอดเวลา และเมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็สามารถติดตามแก้ไขได้ทันท่วงที
ในฐานะเถ้าแก่ คงปฏิเสธไม่ได้ถึงความสำคัญในการตรวจสอบสถานะธุรกิจของท่านเป็นประจำเช่นเดียวกับเถ้าแก่สุพจน์ ยิ่งในสถาวะเศรษฐกิจวิกฤติสภาพคล่องติดขัด ลูกค้าหดหาย ยอดขายตกต่ำ ลูกหนี้ไม่ยอมจ่ายหนี้ ยิ่งเราสามารถติดตามสถานะของกิจการและรับรู้ปัญหาได้รวดเร็วเท่าใด เราก็จะสามารถคิดหาแนวทางในการแก้ปัญหาได้รวดเร็วและทันกาลเท่านั้น
เถ้าแก่สามารถคุมสถานการณ์ของธุรกิจอย่างใกล้ชิดแบบง่าย ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนใหญ่ เริ่มจาก
ทั้งนี้งบการเงิน ถือเป็นคู่มือตรวจเช็คสถานะธุรกิจที่ดีที่สุด เถ้าแก่ควรจัดให้เจ้าหน้าที่ทางบัญชีสามารถรายงานงบการเงินต่างๆ ไม่ว่างบกำไรขาดทุน งบดุล งบกระแสเงินสด โดยกำหนดให้รายงานภายใน 10 วัน นับจากวันสิ้นเดือน เพื่อจะได้รู้สถานะทางการเงินไม่ว่าในรูปเงินสด ลูกหนี้คงค้าง สินค้าคงเหลือหรือภาระหนี้สินต่างๆ เช่น เจ้าหนี้การค้าเงินกู้หรือดอกเบี้ยที่จะถึงกำหนดชำระ และผลการดำเนินงานในแต่ละช่วงในรูป ยอดขาย ยอดค่าใช้จ่าย ผลกำไร ฯลฯ
ส่วนใหญ่ธุรกิจขนาดย่อมมักไม่สนใจจัดให้มีระบบการรายงานและจัดทำบัญชีอย่างทันกาล เถ้าแก่จึงมักต้องใช้วิธีนั่งเทียน คาดเดาตัวเลขต่างๆ ด้วยตัวเอง ทำให้เสียทั้งโอกาสในการลงทุน กรณีเงินสดเหลือและอาจเกิดวิกฤติจัดหาเงินทุนหมุนไม่ทันกรณีธุรกิจขาดเงิน
ตัวเลขต่างๆ ที่เถ้าแก่ใช้ในการบริหารงานนั้น บางตัวเลขมีความสำคัญมาก บ่งบอกถึงความเป็นตายของธุรกิจ เช่น ยอดขาย ยอดลูกหนี้ค้างชำระ ฯลฯ ดังนั้น จึงจำเป็นที่เถ้าแก่จะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตัวเลขต่างๆ เหล่านี้อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำรายงานเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนแล้วแต่ลำดับความสำคัญของตัวเลขเหล่านั้น
ตัวอย่างรายงานต่างๆ ที่ควรจัดให้มีประกอบด้วยรายงานรายเดือนที่แจกแจง ยอดสินค้าคงเหลือ ยอดลูกหนี้ค้างชำระ (แบ่งแยกตามกำหนดค้างชำระ และคำนวณวันถัวเฉลี่ยในการเก็บหนี้ด้วย) ยอดเจ้าหนี้ค้างจ่าย (แบ่งแยกตามกำหนดค้างชำระ และคำนวณถัวเฉลี่ยในการจ่ายหนี้ด้วย) เป็นต้น
หรือการจัดทำรายงานรายสัปดาห์ประกอบด้วย ยอดเงินสดคงเหลือ ยอดเงินสดจ่าย โดยเฉพาะบิลจ่ายจำนวนใหญ่ๆ ยอดเงินสดรับ ยอดขายจากลูกค้ารายใหม่ๆ ยอดสั่งซื้อที่ค้างอยู่ จำนวนพนักงาน โดยคิดคำนวณเป็นยอดขายต่อหัว เพื่อวัดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
เถ้าแก่คงต้งนำตัวเลขที่ปรากฎในรายงานการเงินมาวิเคราะห์เจาะลึกประกอบการตัดสินใจในการบริหาร เช่น เราทราบว่า จำนวนวันถัวเฉลี่ยในการเก็บหนี้บ่งบอกเวลาที่ลูกหนี้ค้างชำระกิจการ ในขณะที่จำนวนวันถัวเฉลี่ยในการจ่ายหนี้ บอกเวลาที่เราค้างชำระหนี้ กรณีที่จำนวนวันถัวเฉลี่ยในการเก็บหนี้มากกว่าจำนวนวันถัวเฉลี่ยในการจ่ายหนี้ หมายความว่า เถ้าแก่ต้องจัดเตรียมเงินของตนไว้เผื่อเท่ากับปริมาณเงินที่ใช้ต่อวัน คูณด้วยจำนวนวันถัวเฉลี่ยที่เหลื่อมกันนั้น
พร้อมกับการเปรียบเทียบผลจากตัวเลขในรายงานต่างๆ กับประมาณการที่ตั้งไว้
ตัวอย่าง เถ้าแก่เคยประมาณว่ายอดขายในเดือนนี้ควรเป็น 3 แสนบาท แต่ปรากฎว่าตัวเลขยอดขายจริงมีเพียงครึ่งเดียว 150,000 บาท เถ้าแก่คงจะต้องสอบถามพนักงานขายว่า ทำไมยอดขายจึงลดต่ำลงเป็นผลจากอะไร อาจเกิดจากสินค้าผลิตไม่ทัน หรือลูกค้าลด ยอดซื้อลง ถ้าทราบว่าเกิดจากคู่แข่งลดราคาสินค้าลงหรือมีโปรโมชั่นพิเศษ
เพราะตัวเลขบางรายการมีความสำคัญอย่างมากในการตัดสินใจ เช่น ยอดขายและยอดลูกหนี้ค้างชำระ ซึ่งตัวเลข 2 ตัวนี้คือที่มาของแหล่งเงินสดรับส่วนใหญ่ของกิจการขณะที่ยอดค้างจ่ายเจ้าหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยต่างๆ จะถือเป็นรายการใหญ่ของเงินสดจ่ายของกิจการ
เถ้าแก่คงต้องติดตามดูแลรายการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด โดยจัดให้มีการรายงานตัวเลขต่างๆ เหล่านี้เป็นประจำและทันท่วงที อาจไม่สามารถรอตัวเลขจากทางบัญชีที่สรุปเป็นรายเดือน คงต้องขอตัวเลขเหล่านี้จากฝ่ายบัญชีการเงินและฝ่ายขายให้สรุปออกมาเป็นรายสัปดาห์หรือรายวันแล้วแต่สถานการณ์ของกิจการ เพื่อเป็นข้อมูลในมือของเถ้าแก่ในการจัดการธุรกิจ และปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว
เพื่อให้เกิดการรัีบรู้และรับผิดชอบต่อผลของตัวเลขเหล่านั้น พร้อมคันหาสาเหตุของความแตกต่างระหว่างตัวเลขจริงกับที่ประมาณไว้และหาแนวทางแก้ไข เพราะคงไม่มีผู้รู้ที่มาของตัวเลขต่างๆ ดีเท่าผู้ก่อให้เกิดตัวเลขนั้นๆ
การสร้างระบบให้ผู้สร้างตัวเลขต้องรับผิดชอบต่อตัวเลขจะเป็นวิธีการสร้างประสิทธิภาพในการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน
เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เถ้าแก่ต้องติดตามและทำความเข้าใจที่ไปที่มาของตัวเลขต่างๆ ได้ด้วยตนเองแม้ว่าจะจ้างนักบัญชีมาคอยจัดทำและดูแลตัวเลขเหล่านั้นแล้วก็ตาม
มิฉะนั้นเถ้าแก่คงไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์บริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติแต่ละช่วงไปได้ด้วยดี
การวิเคราะห์ศึกษาและติดตามตรวจสอบสภาพของธุรกิจอยู่ตลอดเวลา นอดจากนำตัวเลขแต่ละช่วงเวลามาเปรียบเทียบกันและการหาสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขแล้ว เถ้าแก่ควรนำตัวเลขเหล่านั้นเปรียบเทียบคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อให้ทราบตำแหน่งและประสิทธิภาพของตนเมื่อเปรียบเทียบกับผู้อื่นในอุตสาหกรรม
การเปรียบเทียบอาจทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าในรูปแบบเปอร์เซ็นต์แบบง่ายๆ เช่น การเปรียบเทียบรายได้ และค่าใช้จ่ายของธุรกิจของตนต่อยอดขายทั้งหมดของอุตสาหกรรมโดยรวม หรือในรูปอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ซึ่งใช้กันอยู่ทั่วไป
การค้าระหว่างประเทศ "เติบโตของเศรษฐกิจ"
ความคิดเปิดผนึก
วิวาทะว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อนุวัฒน์ ชลไพศาล
ในฐานะที่ผมถูก “ฝึกหัด” ให้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ (คำกริยา “ฝึกหัด” (to
train) เป็นคำกริยาเดียวกันกับคำที่ใช้กับ นกที่ “ฝึกหัด” ให้เลือกจิกอาหาร หรือ สุนัขที่ “ฝึกหัด” ให้ยืนด้วย 2 ขาหลังแล้วจะได้รับรางวัล)
ผมเคยเชื่อเสมอว่า การเพิ่มพูนการค้าระหว่างประเทศจะนำมาซึ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
แต่ปัจจุบัน ผมเริ่มลังเลใจ
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ในฐานะนักเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เราเชื่อว่า
เมื่อแต่ละประเทศมีความถนัดในการผลิตสินค้าแต่ละชนิดไม่เท่ากัน ดังนั้น
ถ้าให้แต่ละประเทศผลิตสินค้าที่ตนถนัดมากที่สุด แล้วนำมาค้าขายกัน จะทำให้ทุกประเทศมีสินค้าและบริการให้บริโภคเพิ่มขึ้น
ซึ่งเท่ากับ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
(แต่จะเท่ากับมีความสุขเพิ่มขึ้นหรือไม่เป็นอีกเรื่องที่เถียงกันได้)
นโยบายการค้าระหว่างประเทศโดยเสรีจะทำให้ประชากรโลกมีสินค้าและบริการให้บริโภคมากกว่าที่จะให้แต่ละประเทศผลิตสินค้าทุกชนิดแล้วไม่ค้าขายกัน
(สมมติให้โลกประกอบด้วยประเทศ 2 ประเทศ คือ A และ B แต่ละประเทศเลือกผลิตสินค้า 2 ชนิด คือ X และ Y
โดยประเทศ A ผลิตสินค้า X เก่งกว่า (ใช้ปัจจัยการผลิตน้อยกว่า) ประเทศ B และ
ประเทศ B ผลิตสินค้า Y เก่งกว่าประเทศ A
หากเราให้ประเทศ A ผลิตแต่สินค้า X และประเทศ B ผลิตแต่สินค้า Y แล้วมาค้าขายกัน
จะทำให้โลกมีสินค้า X และ Y ให้บริโภคมากกว่าที่จะให้ประเทศ
A และ B ผลิตทั้งสินค้า X และY) นักเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์คุ้นๆ ไหมครับ ความข้างต้นยังเป็นจริงแม้ในกรณีที่ประเทศ A
จะผลิตทั้งสินค้า X และ Y เก่งกว่าประเทศ B นักเศรษฐศาสตร์ขนานนามปรากฏการณ์
(หรือความเชื่อ) ดังกล่าวว่า “ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ”
(Comparative Advantage) แบบจำลองง่ายๆ ข้างต้น มีผลซับซ้อน
ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายใช้ลำดับเหตุผลจากแบบจำลอง
ในการสนับสนุนนโยบายการเปิดเสรีการค้าขายกับต่างประเทศ, การเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศ
(FTA), ส่งเสริมผู้ผลิตสินค้า OTOP ในการส่งออก
โดยเชื่อว่า นโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ดีเท่ากับนโยบายการค้าเสรี
เพราะจะนำมาซึ่งสินค้าและบริการให้บริโภคเพิ่มขึ้นและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่ใช้ลำดับเหตุผลข้างต้น “ปิดปาก” คนส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการค้าเสรีระหว่างประเทศ
และ “ขับไล่” คนที่ไม่เห็นด้วยดังกล่าวไปเป็นฤษีชีไพรในป่าที่ไม่เห็นประโยชน์จากการติดต่อค้าขายกับผู้คน ผมเห็นว่า ลำดับเหตุผลจากแบบจำลองง่ายๆ
ข้างต้นสามารถอธิบายว่า เหตุใดสังคมปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะตีความพฤติกรรมการเก็บตัว
ไม่สุงสิงกับใครในระดับปัจเจกว่า เป็นเรื่องผิดปรกติ (ก็คนปรกติเขาต้องเข้าสังคม
และ นโยบายการค้าปรกติเท่ากับนโยบายการค้าเสรีไงครับ) อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านที่มีความละเอียดลออ (Rigorous)
ก็ไม่ควรหลงเชื่ออะไรง่ายๆ โดยปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical
Evidence) มาพิสูจน์ความเชื่อ
ความเชื่อเรื่องการเพิ่มพูนของการค้าระหว่างประเทศจะนำมาซึ่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
เป็นวิวาทะในวงการเศรษฐศาสตร์ระหว่าง World Bank (1993) และ Cline
(1982) ด้านหนึ่ง World
Bank (1993)
อธิบายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกระหว่างปี 2508-2533
ว่า เกิดจากการที่รัฐบาลในเอเชียตะวันออกดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ “เป็นมิตรกับตลาด” (Market Friendly) โดยปัจจัยสำคัญอันนำมาซึ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
คือ การส่งออก (Export as an Engine of Growth) งานวิจัยของธนาคารโลกฉบับนี้ยังเสนอคำแนะนำต่อว่า
ประสบการณ์ความสำเร็จจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก
ควรเป็นแบบจำลองของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ (Development Model) ที่กลุ่มประเทศยากจนต่างๆ ควรดำเนินรอยตาม อีกด้านหนึ่ง
งานวิจัยจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสงสัยว่า
สหสัมพันธ์ระหว่างการส่งออกและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมีมากน้อยเพียงใด และ
การส่งออกเป็นปัจจัยกำหนดการเจริญเติบโต หรือ เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม Cline (1982) เสนอว่า
คำแนะนำของธนาคารโลกที่ต้องการให้กลุ่มประเทศยากจนต่างๆ
ใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเน้นการส่งเสริมการส่งออก (Export-Orientation
Strategy) เป็นความหลงผิดในการใช้เหตุผล ที่เรียกว่า “Fallacy
of Composition” เพราะ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยเน้นการส่งเสริมการส่งออกจะประสบผลสำเร็จ ก็ต่อเมื่อ
มีบางประเทศที่ใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาดังกล่าวเท่านั้น
แต่หากทุกประเทศใช้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการส่งออกแบบเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน
จะทำให้โลกประสบภาวะปริมาณการผลิตสินค้าล้นเกิน และ
การกีดกันการค้าระหว่างประเทศ
พูดอีกนัยหนึ่ง คำแนะนำเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยเน้นการส่งออกของธนาคารโลกเป็นคำแนะนำที่นำไปสู่การ
“ทำลายตนเอง” (ใช้ศัพท์ฝ่ายซ้าย)
เพราะข้อแนะนำในเบื้องแรกที่หวังให้ทุกประเทศมีนโยบายการค้าเสรีระหว่างประเทศ
จะนำมาซึ่งนโยบายการกีดกันการค้าในท้ายที่สุด
งานศึกษาใหม่ๆ ในประเด็นวิวาทะนี้ อาทิ Hallak and Levinsohn (2004) เสนอประเด็นเพิ่มเติม คือ หนึ่ง
ผลของงานศึกษาเชิงประจักษ์ในอดีตไม่สามารถสรุปว่า
การเพิ่มพูนการค้าระหว่างประเทศเป็นเหตุทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเสมอไป สอง
วิธีการศึกษาในอดีตโดยการหาสหสัมพันธ์ทางสถิติระหว่างปริมาณการค้า, ระดับการเปิดประเทศ (Degree of Openness) กับ
อัตรการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
มักประสบปัญหาไม่สามารถระบุว่าตัวแปรใดเป็นเหตุหรือเป็นผล (Causality
Problem) และงานศึกษาเชิงประจักษ์ในอดีตจำนวนมากก็ขาดการนำตัวแปรที่ครบถ้วนร่วมพิจารณาในการศึกษา
เช่น ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ และสถาบัน เป็นต้น ทำให้ผลการศึกษาไม่น่าเชื่อถือ
ทั้งยังไม่เกิดประโยชน์ในการกำหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่เหมาะสม Hallak and Levinsohn (2004)
เสนอว่า
งานศึกษาในอนาคตนอกจากต้องแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากวิธีการศึกษาที่บกพร่องข้างต้น
ยังต้องตั้งคำถามของการศึกษาให้เล็กลงกว่าเดิม เช่น
ผลของนโยบายการค้าเสรีต่อสินค้า X หรือ Y ไม่ใช่ ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ A หรือ
B ดังเช่นแต่ก่อนในยุคที่รัฐบาลใช้ความเชื่อเรื่องประโยชน์จากการเพิ่มพูนการค้าเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเจรจาเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศดังเช่นปัจจุบัน
ผมเห็นว่า เราควรตั้งข้อสงสัยต่อความเชื่อที่ว่า
การเพิ่มพูนการค้าระหว่างประเทศจะนำมาซึ่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเสมอ
และแม้ว่า ความเชื่อดังกล่าวจะถูกพิสูจน์ด้วยหลักฐานว่าเป็นจริง เราก็ควรทบทวนว่า
สังคมจะมีวิธีการจัดสรรผลประโยชน์และต้นทุนจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแก่สมาชิกในสังคมอย่างไร
และท้ายสุด เราควรตั้งคำถามด้วยว่า
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจเพียงหนึ่งเดียวที่เราควรมุ่งไปหรือไม่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)